fbpx

แนวทางเล่นหุ้นให้รอด จากประสบการณ์จริง

November 29, 2015

บทความนี้ ผมจะสรุปแนวคิด หรือ แนวทางการเล่นหุ้นจากประสบการณ์จริงที่ทดลองเล่นหุ้นมา 3 ปีนะครับ ว่าจะทำยังไงให้รอด หลังจากที่มีได้มีเสียมาเยอะ และส่วนใหญ่จะเสียซะด้วย พูดง่าย ๆ ก็คือขาดทุนนั่นเองครับ และสุดท้ายผมก็พบแนวทางที่จะทำให้รอดได้ครับ บทความนี้จะไม่เน้นเรื่องทำยังไงให้ได้กำไรเยอะนะครับ (ถึงจะพอมีแนวทางแต่ไม่กล้าพอมานำเสนอ เดี๋ยวทำคนอ่านขาดทุนจะโดนด่า 555) แต่จะเน้นเรื่องการปรับทัศนคติเกี่ยวการลงทุนในหุ้น เพื่อให้อยู่รอด หรือก็คือได้กำไรพอสมน้ำสมเนื้อ จนสามารถเล่นหุ้นได้เรื่อย ๆ ครับ

Stock 624712 1920

ก่อนอื่นขอเล่าความเป็นมาก่อนนะครับ ก่อนที่ผมจะมาเข้าตลาดเล่นหุ้นนั้น ผมมีการเตรียมตัวมาเป็นอย่างดี ไหนจะอ่านหนังสือเป็นสิบ ๆ เล่มจนสรุปเป็นแนวทางที่เหมือน ๆ กันได้ ได้แนวคิดและเทคนิคการเลือกหุ้นที่น่าสนใจ การวิเคราะห์ปัจจัยทางเทคนิคหลาย ๆ แบบ จนถึงการลองเล่น Forex ที่มีการผันผวนสูง (จนไม่กล้าลงไปเล่นอีกเลย ผมเคยได้กำไรกว่า 30 เท่า แต่หายหมดภายในเวลาไม่ถึง 30 นาที ด้วยความโลภส่วนตัว) จนสุดท้ายก็ตัดสินใจเข้ามาลองลงทุนในตลาดหุ้นจริง ๆ ดูครับ เพราะคิดว่าเราผ่าน Forex อันแสนเกรี้ยวกราดมาแล้ว แต่เล่นหุ้นมันช้ากว่าเยอะ น่าจะพอเอาตัวรอดได้....

แนวคิดที่ผมสรุปออกมานี้มีทั้งหมด  5  ข้อ ครับ เป็นสิ่งที่ได้จากประสบการณ์จริง ซึ่งหลายข้อจะเหมือนกับที่หนังสือทั่วไปแนะนำ แต่บางข้อก็ไม่มีในหนังสือเล่มไหนครับ ได้เองจากประสบการณ์

1. รู้จักตัดขาดทุน ข้อนี้สำคัญมากที่สุด และเป็นสิ่งที่นักเล่นหุ้น ควรต้องทำเป็นอย่างยิ่งครับ ผมน่ะขาดทุนเยอะ เพราะไม่ยอมตัดขาดทุนมาหลายครั้งแล้วครับ ทั้ง ๆ ที่รู้อยู่แก่ใจ แต่พอลงทุนจริงทำได้ยากมากครับ แต่ถ้าคุณทำได้นะ คุณเตรียมพร้อมได้รับกำไรได้เลยครับ จริง ๆ นะครับ คำถามต่อไป แล้วขาดทุนสักเท่าไหร่ถึงควรขายหนีล่ะ? ผมแนะนำที่ 3-5 % ครับ ถ้าเศรษฐกิจดี รอที่ 5% แต่ถ้าเศรษฐกิจไม่ค่อยดี 3% ก็ควรรีบหนีแล้วครับ ส่วนสาเหตุว่าทำไมตัดขาดทุนแล้วจะได้กำไร อ่านข้อ 3 ครับ

2. รู้จักพอ คำว่า “พอ” ในที่นี้คือ เอากำไรแค่นี้พอ อย่าโลภมากไป มีหลายครั้งผมได้กำไรและปล่อยยาว คิดว่ามันจะขึ้นอีก จนสุดท้ายมันก็ตก และบางครั้งถือจนกำไรเป็นขาดทุนก็มีครับ (เขียนถึงตรงนี้ ยังเจ็บใจตัวเองไม่หาย) ดังนั้นถ้าซื้อหุ้นและได้กำไร ควรตามราคาไปเรื่อย ๆ ครับ ถ้าได้กำไรถึงจุดที่ควรขาย ก็ควรขายครับ อย่าคิดว่าจะมันจะขึ้นต่อ เพราะหลายครั้งมันจะลงครับ ส่วนขายเมื่อไหร่ อ่านข้อ 3 ต่อ

3. ราดาเมื่อทะลุเพดาน ก็มักจะทะลุอีก ข้อนี้ได้จากประสบการณ์จริง ๆ ครับ มีหลายครั้ง ถ้าราคาทะลุจุดต้าน หรือ จุดรับ (ภาษาส่วนตัวผมเรียกว่า “เพดาน” น่ะ) ราคามักจะวิ่งไปทิศทางนั้นอีกครับ

ดังนั้นถ้าราคาหุ้นทะลุเพดาน ราคามันจะสูงขึ้น ควรถือต่อ และควรขายเมื่อราคาเริ่มปรับตัวลงมา แต่ไม่ทะลุเพดานราคาใหม่ครับ หรือถ้าตกลงมามากกว่า 5% ก็ควรขายทำกำไรไปเลย

ในทางกลับกัน ถ้าราคาหุ้นตกทะลุเพดานในขาลง ก็ควรขายหนีทันทีครับ เพราะถ้าหนีไม่ทัน ราคามันก็จะยิ่งตกลงอีก บางครั้งผมขายไม่ทัน ลดราคามาดัก 2-3 ชั้น ยังขายไม่ได้เลย ดังนั้นถ้าราคาทะลุเพดานในขาลง ควรรีบขายทันทีแบบไม่ต้องคิดมากครับ แต่ถ้าใช้วิธีตัดขาดทุนที่ผมแนะในข้อที่ 1 ก็มักจะไม่ค่อยมาถึงจุดนี้ครับ เพราะเราหนีออกไปก่อนแล้ว

4. อย่าเลือกหุ้นที่จะซื้อทุกวัน แนวคิดนี้เกิดจากผมตั้งใจว่าจะซื้อหุ้นแค่อาทิตย์ละ 1-2 ครั้งเท่านั้น แต่ตอนเล่นใหม่ ๆ ผมเลือกหุ้นทุกวันเลยครับ ปรากฎว่า ผมซื้อหุ้นทุกวัน ช่วงนั้น กำไรทีละ 2-3% ขาดทุนทีละ 5-7% เล่นเอางง กับตัวเอง พอมาช่วงหลังเวลาเลือกหุ้นไม่ค่อยมี อาทิตย์นึงค่อยมีเวลามาวิเคราะห์หุ้นครั้งนึงปรากฎว่า กำไรทีล่ะ 3-40% ขาดทุนทีละ 3-5% (ถึงผมไม่เลือกหุ้น แต่ผมเข้าแอปดูผลกำไรบ่อย ๆ ครับ พอขาดทุนก็รีบขาย มีกำไรเก็บไว้ก่อน)  แต่แนวคิดนี้แล้วแต่สไตล์การเล่นหุ้นของแต่ละคนนะครับ ใครเล่น daytrade จะเลือกหุ้นทุกวันก็ไม่ว่ากัน สำคัญขอให้ได้กำไรเป็นพอครับ

5. หาสไตล์การลงทุนของตัวเอง คนเราทุกคนจะมีสไตล์การลงทุนในแบบของตัวเองครับ เราต้องหาให้เจอ บางคนถนัด daytrade บางคนถนัดสายเทคนิค บางคนชอบสาย VI  ดังนั้นหาให้เจอครับ อย่างผมตอนเล่น daytrade ขาดทุนเรื่อย ๆ ลองเล่นเป็นสายเทคนิคเพียว ๆ ก็ขาดทุนอีก ทั้ง ๆ ที่วิเคราะห์มาเป็นอย่างดี จะเล่นสาย VI ผมก็ไม่ชอบ เพราะคิดว่าบัญชีมันแต่งกันได้ สุดท้ายเลยกลายเป็นสายผสมใช้ทั้งเทคนิคและ VI ไปเลยครับ

คิดว่าผู้อ่านที่สนใจลงทุนในตลาดหุ้น น่าจะพอใช้เป็นแนวทางในการลงทุนได้นะครับ สำหรับใครที่สนใจแนวทางเลือกหุ้นของผมก็ขอกันหลังไมค์ล่ะกันครับ จะบอกให้ไม่ปิด แต่ถ้าขาดทุนอย่ามาโทษผมนะ 55555 พบกันใหม่บทความต่อไปครับ