fbpx
wind creek casino montgomery address vito slot slot dan port pada komputer slot nigeria ikeja lagos

ศาสนากับการตลาด ความเหมือนที่แตกต่าง

บทความนี้ผมจะขออธิบายถึงลักษณะของศาสนาในมุมมองของการตลาดนะครับ สาเหตุที่ทำให้ผมสนใจเรื่องศาสนากับการตลาดก็คือ Steve Jobs ครับ ถ้าถามว่าทำไมน่ะเหรอ ก็เพราะมีหลายคนเขียนว่า สตีฟเขาเป็นเหมือนศาสดา ทำอะไรออกมา คน (ที่คลั่ง Apple) ก็ซื้อหมด ผมจึงสงสัยว่าทำไม บริษัท Apple ถึงมีสาวกขึ้นมาได้? ทำไมถึงผูกพันขนาดนั้น? และทำไมถึงยอมซื้อของราคาโคตรแพง โดยไม่คิดได้?

และแล้ววันหนึ่งผมก็ได้อ่านหนังสือเรื่องอะไรจำไม่ได้ (ต้องขอโทษเจ้าของหนังสือด้วยครับ) ได้บอกถึงลักษณะสำคัญของศาสนาเอาไว้ครับ ซึ่งพอผมอ่านปุ๊ป ถึงรู้ว่า นี่มันก็คือการตลาดประเภทหนึ่งนั่นเองครับ ลองสังเกตนะครับ พวกแบรนด์ดัง ๆ ที่มีสาวกแบบยอมจ่ายตังค์ไม่อั้น มักจะมีลักษณะการตลาดแบบศาสนาอยู่ครับ ทีนี้มาเข้าเรื่องเลยล่ะกัน ลักษณะของศาสนานั่น มีทั้งหมด 6 ลักษณะครับ

Church window 1016443 1920

1. ความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม ความรู้สึกแบบนี้เป็นพื้นฐานของทุกศาสนาเลยครับ คือ ต้องมีกลุ่มคนที่คิดแบบเดียวกัน ทำแบบเดียวกัน มารวมกลุ่มกัน ครับ เรื่องนี้ยกตัวอย่างจากชีวิตได้ ก็เช่น พวกคอมเสริต์ ที่มีการรวมตัวกันของคนที่ชอบศิลปินคนเดียวกัน คุณจะเห็นว่า ณ เวลานั้น ศิลปินคนนั้นจะมีอำนาจในการชักจูงค่อนข้างมากครับ พูดอะไรคนเข้าร่วมงานก็เชื่อหมด

ซึ่งเรื่องนี้สามารถอธิบายได้ด้วยพื้นฐานทางจิตวิทยาของคนในเรื่องของการเข้าสังคมได้อีกด้วย ถ้ามีคน 100 คน และอยู่ดี ๆ มีคน 90 คนนั่งลง คุณคิดว่า คน 10 คนที่เหลือจะนั่งตามไหมครับ (ปกติมักจะนั่งตามนะ ยกเว้นพวกขวางโลก  55555) และเมื่อพวกเขานั่งตาม เขาก็จะรู้สึกว่าเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มทันทีครับ และสิ่งที่ตามมาคือ คนทั้ง 100 คน จะรู้สึกเหมือนเป็นเพื่อนกันขึ้นมาทันที โดยอัตโนมัติ และถ้าในกลุ่มคน 90 คนที่นั่งก่อนนั้น ยกย่องใครบางคนเป็นหัวหน้ากลุ่ม ก็เท่ากับว่า คนที่เป็นหัวหน้ากลุ่มคนนั้นก็จะเป็นหัวหน้า ของอีก 10 คนที่นั่งทีหลังทันที (แนวคิดนี้ใช่ว่าจะใช้ได้กับทุกคนนะครับ ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ นิสัยและความเชื่อของแต่ละบุคคลด้วย อย่าไปสรุปว่าทำแบบนี้แล้วจะได้ผลเสมอไปนะครับ)

กลับมาเรื่องของเราต่อ ถ้าอธิบายในมุมของศาสนาคือ ถ้าเรานับถือศาสนาใด ศาสดาของศาสนานั้นก็จะเป็นผู้ที่มีอิทธิพลต่อเราทันทีครับ ในทางกลับกันในมุมของการตลาด ถ้าเราเข้าไปในกลุ่มคนที่บ้าศิลปินคนนึง แล้วเราทำตามกลุ่มคนเหล่านั้น (เช่น ร้องเพลงไปกับเขา เต้นไปกับเขา เป็นต้น) ศิลปินคนนั้นก็จะกลายมาเป็นผู้มีอิทธิพลในการกำหนดพฤติกรรมของเราทันทีครับ ซึ่งพอเราออกจากกลุ่มแล้ว ถ้าเราไม่สนใจศิลปินคนนี้ เขาก็จะมีอิทธิพลเพียงแค่ ณ เวลาที่เราเข้ากลุ่มเท่านั้น แต่ถ้าหากเรายังคงติดตามข่าวสารและเข้ากลุ่มแบบนี้บ่อย ๆ ศิลปินคนนี้ก็จะอิทธิพลจนสามารถกำหนดพฤติกรรมบางอย่างของเราได้ครับ เช่น ซื้อสินค้าของเขาทุกอย่างที่วางขาย โดยไม่สนใจคุณภาพและความคุ้มค่า เป็นต้นครับ

2. การเอาชนะศัตรู ศาสนาทุกศาสนาต่างก็มีศัตรูของศาสนานั้น ๆ ครับ ข้อดีข้อหนึ่งของการมีศัตรูคืออะไรรู้ไหมครับ? ศัตรูทำให้เกิดความสามัคคีครับ เมื่อคนเรามีศัตรูร่วมกัน ความสามัคคีก็จะเกิดขึ้นมา และถึงแม้ว่าคนเหล่านั้นจะเคยเป็นศัตรูกันมาก่อน แต่ถ้ามีศัตรูใหม่เข้ามาทำให้เสียประโยชน์ทุกฝ่าย กลุ่มคนที่เคยเป็นศัตรูกันก็จะจับมือกันขึ้นมาทันทีครับ เรื่องนี้เห็นได้บ่อยในวงการการเมืองบ้านเรานั่นเอง

ดังนั้นถ้ามองในมุมของการตลาด การสร้างแบรนด์ ๆ หนึ่งให้เป็นพระเอก ก็ควรจะมีแบรนด์รองมาเป็นศัตรูครับ ลองคิดดูนะ ถ้ามีแบรนด์ ๆ เดียว จะเกิดพระเอกขึ้นมาได้ไหม? เมื่อมีพระเอกก็ต้องมีพระรอง คู่แข่งหรือศัตรูนั่นเอง ดังนั้นการมีแบรนด์คู่แข่งจะทำให้กลุ่มคนที่ชื่นชอบแบรนด์เหล่านั้น หลงยึดติดกับแบรนด์มากยิ่งขึ้นครับ

Bible 879070 1920

3. ตำนาน เป็นของคู่กับทุกศาสนาครับ ศาสนาต่าง ๆ มักจะมีเรื่องเล่าเป็นตำนานทั้งนั้น และส่วนใหญ่ก็มักจะมีเรื่องอิทธิฤทธิ์ เหนือธรรมชาติอยู่ในตำนานทั้งนั้นด้วย ซึ่งก็จะเข้ากับลักษณะของศาสนาในข้อต่อไป

เมื่อมองในมุมของการตลาด สินค้าแบรนด์ดังหลายตัว มักจะมีการเล่าเรื่องถึงที่มาของสินค้า ขั้นตอนการผลิต ความยากลำบากต่าง ๆ ซึ่งภาษานักการตลาดมักจะเรียกว่า Story หรือการสร้างเรื่องราวนั่นเองครับ การมีเรื่องราวทำให้นักขายสามารถขายสินค้าได้ง่ายขึ้น เพราะจะมีหัวข้อให้พูดมากขึ้น ผู้ฟังก็จะมีโอกาสคล้อยตามมากขึ้น ซึ่งก็หมายถึงการขายที่เพิ่มขึ้นนั่นเองครับ

4. ความยิ่งใหญ่อลังการ สามารถเป็นได้ทั้งรูปธรรมและนามธรรมนะครับ ด้านรูปธรรมก็พวกสิ่งก่อสร้างต่าง ๆ ที่ทุกศาสนาจะมีสิ่งก่อสร้างที่เป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง ในด้านของนามธรรมก็คือการเล่าตำนานที่เหนือธรรมชาติ ฟังแล้วรู้สึกว่ายิ่งใหญ่ มหัศจรรย์ ครับ

ในมุมของการตลาด การสร้างความยิ่งใหญ่มักจะทำควบคู่กันทั้งรูปธรรมและนามธรรมครับ ถึงได้ผล ด้านรูปธรรมก็คือ การดีไชน์บรรจุภัณฑ์ การดีไชน์โลโก้ ด้านนามธรรมก็คือ การสร้างเรื่องราวที่ทำให้รู้สึกยิ่งใหญ่ เช่น ความยากในการผลิต ที่มาของวัตถุดิบ เป็นต้น ครับ ตัวอย่างในเรื่องนี้น่าจะเห็นอยู่ในชีวิตประจำวันอยู่แล้วนะครับ

Monk 555391 1920

5. สัญลักษณ์ ทุกศาสนามักจะมีสัญลักษณ์ประจำศาสนาครับ สัญลักษณ์ในที่นี่ไม่จำเป็นต้องเป็นรูปภาพนะครับ เป็นอะไรก็ได้ที่พอเราคิดถึง มันก็แว็บเข้ามาในหัว ในกรณีของผมก็ เช่น ศาสนาพุทธ คือ การนั่งสมาธิ ศาสนาคริสต์ คือ พระเยชู ครับ ดังนั้นสัญลักษณ์ในศาสนาเดียวกัน สามารถแตกต่างกันได้ ขึ้นอยู่กับประสบการณ์ของแต่ละคนครับ

ทีนี้ถ้าเรามามองเรื่องนี้ในมุมของการตลาด เราจะไปปรับใช้ได้ยังไง ผมบอกได้เลยว่า การสร้างสัญลักษณ์ให้กับแบรนด์นั่น จะว่ายากก็ยาก จะว่าง่ายก็ง่าย ทำไมน่ะเหรอ? มันขึ้นอยู่กับความต้องการของนักการตลาดครับ ถ้านักการตลาดต้องการให้คนจำสัญลักษณ์เกี่ยวกับแบรนด์นั่น ให้เหมือนกันทั้งหมด หรือเข้าใจตรงกันทั้งหมด ก็จะค่อนข้างยาก เพราะต้องใช้เงินและเวลานานมาก ในการจะทำให้คนเห็นและจำสัญลักษณ์ในแบบเดียวกัน แต่ถ้านักการตลาดต้องการให้คนรู้จักแบรนด์และผูกตัวแบรนด์กับสัญลักษณ์ที่ทุกคนรู้จักอยู่แล้ว แบบนี้จะง่ายกว่ามากครับ เช่น การใช้ดาราที่มีชื่อเสียงมาโฆษณาสินค้านั่นเอง แต่การสร้างสัญลักษณ์แบบนี้มีข้อเสียคือ แบรนด์ของสินค้าจะหายไปพร้อมกับสัญลักษณ์ (หรือดารา) ครับ

แล้วถ้าถามว่าแบบไหนดีกว่ากัน ผมก็จะให้ทางเลือกว่า ถ้าต้องการผลระยะยาวต้องสร้างสัญลักษณ์เองจะดีที่สุด แต่ถ้าเน้นขายของไวก็จ้างดาราไปเลยครับ เร็วทันใจ แต่ต้องหาดาราใหม่มาสำรองเรื่อย ๆ ครับ

6. ความลึกลับ  ทุกศาสนาจะมีความเร้นลับอยู่ ก็เนื่องมาจากการมีตำนานเหนือธรรมชาตินั่นเองครับ ทำให้มีหลายเรื่องที่ไม่สามารถอธิบายได้ และยกความเหนือธรรมชาติไปให้ พระเจ้า เทวดา ฯ จึงทำให้เกิดความลึกลับขึ้น

ในมุมของการตลาด ความลึกลับนั้น ก็คือการสร้างความพิเศษที่เป็นความลับของสินค้า เช่น สูตรลับของโค้กที่มีมูลค้าหลายล้าน หรือ iPad และ MacBook ที่ตอนที่ผู้รู้จักใหม่ ๆ ผมงงมากว่าแบตมันใช้เทคโนโลยีอะไรถึงทำให้เครื่องสามารถเปิดใช้งานได้นานขนาดนั้น  (จนเป็นสาเหตุให้ผมเป็นสาวกของแอปเปิ้ล โดยไม่รู้ตัวครับแต่ไม่ถึงขั้นหน้ามืดตามัวซื้อทุกอย่างของแอปเปิ้ลนะครับแค่ตอนนี้ใครจะซื้อคอม ผมแนะของแอปเปิ้ลหมด) เป็นต้น

สิ่งที่น่าสนใจคือ ความลึกลับกับข่าวลือมักเป็นของคู่กันครับ การทำตลาดนั้น ถ้าสินค้าตัวไหนสร้างข่าวลือได้ สินค้าตัวนั้นมักจะเป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางทันที และที่น่าแปลกใจคือ คนส่วนใหญ่ตัดสินใจซื้อสินค้า โดยใช้ข่าวลือเป็นฐานในการตัดสินใจด้วย ถ้าถามว่าทำไมผมสรุปแบบนี้ล่ะ ก็ขอยกตัวอย่าง เช่น ผู้หญิงกับครีมหน้าขาว ไงครับ

เอาล่ะ พอแค่นี้ก่อนดีกว่า สำหรับบทความเรื่องนี้ รู้สึกว่าจะเริ่มออกนอกเรื่องมากขึ้นเรื่อย ๆ แล้ว… และสุดท้ายขอเตือนผู้อ่านดีครั้งนะครับว่า อย่าเพิ่งเชื่อในสิ่งที่ผมเขียน ขอให้อ่านและคิดตามเหตุและผล ถ้ารู้สึกว่าถูกต้อง ก็ต้องไปลองทำก่อนค่อยเชื่อนะครับ แนวคิดนี้เป็นไปตามหลักพุทธศาสนาครับ เป็นแนวทางการเรียนรู้ที่ผมปฏิบัติมาเสมอครับ เอาล่ะพบกันใหม่บทความหน้าครับ

แชร์ให้เพื่อน

Share on facebook
Share on Facebook
Share on twitter
Share on Twitter
Share on linkedin
Share on Linkdin
Share on pinterest
Share on Pinterest

บทความที่คล้ายกัน

ความคิดเห็น