fbpx

ชีวิตเล็ก ๆ ของสิงโต

April 30, 2017

บทความนี้ผมเขียนเป็นกรณีพิเศษให้กับเจ้าลูกแมวตัวน้อยของผมที่ชื่อว่า "สิงโต" ครับ สิงโตกับผมนั้นเจอกันครั้งแรกในวัดที่ผมบวชอยู่ ประมาณวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2559 ซึ่งเป็นวันก่อนผมลาสึกขาออกมาเป็นฆราวาสได้ 2 เท่านั้นเอง

สิงโตนั้นเป็นชื่อที่น้องสาวของผมตั้งให้... เพราะความใจเด็ดของมัน.... ครั้งแรกที่ผมเจอในวัด เจ้าสิงโตนอนซ่อนตัวอยู่ใต้โต๊ะ และมันได้ทำให้ผมตกใจ เพราะขาหลังของมันพิการไปข้างหนึ่ง... เวลาเดินขาหลังข้างซ้ายของมันจะลากไปตามพื้น... ผมจึงตัดสินใจจับมันมาเลี้ยง เพราะวิเคราะห์แล้วว่า ถ้าอยู่ที่วัดคงตายอย่างแน่นอน... และแล้วผมกับมันก็เล่นวิ่งไล่จับกัน... ลองคิดสภาพพระตัวใหญ่ไล่จับลูกแมว แต่ตามไม่ทันสิครับ...

เจ้าสิงโตนั้น แม้ขาจะพิการไปข้างหนึ่ง แต่มันก็ยังวิ่งเร็วมาก... มันวิ่งไปหลบใต้สะพาน ซึ่งผมไม่สามารถเข้าได้จากด้านหน้า... ผมจึงค่อย ๆ ย่องอ้อมเข้าทางด้านหลัง และค่อย ๆ เอื้อมมือไปจับตัวมันจากด้านหลัง... แค่เริ่มต้นก็เล่นเอาเหงื่อออกน่าดูแล้ว...

หลังจากกลับมาที่กุฎิ ผมก็ให้อาหารลูกแมวแบบเปียก แต่มันแน่จริงครับ เจ้าสิงโตไม่ยอมกิน... ผมเทใว้ให้ทั้งคืน มันก็มัวแต่หลบอยู่ที่มุมห้อง... สุดท้ายผมจึงใช้วิธีจับเอาจมูกมาแตะกับอาหาร มันถึงได้ยอมกิน... ณ ตอนนั้นผมยอมรับในความใจเด็ดของลูกแมวตัวนี้จริง ๆ

หลังจากนั้นผมก็ได้พาเจ้าสิงโตไปหาหมอ เพื่อรักษาอาการขาพิการ... ซึ่งเข้าใจว่ากระดูกหัก... แต่แท้ที่จริงแล้วไม่ใช่... ที่ขามันพิการ เพราะขามันไม่มีแรงครับ... หลังจากนั้นผมก็ต้องทำการป้อนยาบำรุงประสาท และทำกายภาพบำบัดให้มัน... จนกระทั่งเจ้าสิงโตสามารถเดินเหมือนแมวปกติทั่วไป...

แต่....ความปกติเป็นได้แค่ 2-3 วันเท่านั้น... อยู่ดี ๆ เจ้าสิงโตก็เกิดอาการนอนซม อย่างไม่เคยเป็นมาก่อน... ท้องมีอาการโตผิดปกติ และขาหลังเกิดไม่มีแรงทั้ง 2 ข้าง...ทำให้เวลาเดินต้องเดินลากก้นไปกับพื้น (นึกภาพแมวทำท่าฉี่ และใช้แต่ขาหน้าดึงตัวเองไปสิครับ เป็นอย่างนั้นเลย)... และด้วยเหตุนี้ ทำให้เจ้าสิงโตไม่สามารถมาฉี่ในทรายแมวได้ทัน... ทุกครั้งที่มันปวดฉี่ มันจะรีบลากก้นตัวเองมาที่ทราย แต่สุดท้ายฉี่มันก็ไหลก่อนถึงทรายทุกที... ทั้ง ๆ ที่ผมเปลี่ยนภาชนะหลาย ๆ แบบให้แล้ว แต่ก็ไม่ได้ผลอยู่ดี

ผมจึงรีบพาไปหาหมอ....ซึ่งหมอก็ให้ยาถ่าย และยาขับปัสสวะมาให้กิน... ตอนนี้เองที่หมอบอกกับผมว่า เจ้าสิงโตมีกระดูกสันหลังที่ผิดปกติ ทำให้ร่างกายครึ่งตัวมีความอ่อนแรง... และส่งผลต่อระบบขับถ่ายอีกด้วย...

ตั้งแต่วันนั้นมา ผมกับสิงโตจะต้องรบกันทั้งเช้าและเย็น เพื่อป้อนยาให้มัน... จนสุดท้ายตอนหลังป้อนเท่าไหร่มันก็คายออก... จึงเปลี่ยนเป็นวางยาในอาหารแทน... การสู้รบเล็ก ๆ ของผมกับสิงโต ถึงได้ยุติลง....

แต่.... ท้องเจ้าสิงโตไม่ยอมยุบ และยังเดินลากก้นเหมือนเดิม แน่นอน ปัญหาเรื่องฉี่ ก็เหมือนเดิม ...ต่อมาวันหนึ่งมันนอนทั้งวัน จนผมรู้สึกสังหรณ์ไม่ดี... จึงรีบพาไปหาหมออีก... ครั้งนี้ระหว่างเดินไปหาหมอ ได้มีคนรู้จักแนะนำให้ไปหาหมอที่กระทุ่มแบบ เพราะที่นั้นมีเครื่อง x-ray ซึ่งจะทำให้รักษาได้ดีกว่า... แน่นอน ผมขึ้นรถรีบนำเจ้าสิงโตไปทันที

เมื่อพบหมอคนใหม่ ก็ได้ทำการ x-ray เจ้าสิงโต และพบว่าในตัวนั้นมี น้ำมากเลย แถมยังมีน้ำที่ปอดอีกด้วย... ตอนนี้เองที่ทำให้ผมรู้ว่า ปัญหาที่กระดูกสันหลัง น่าจะเกิดจากอุบัติเหตุ ทำให้กระดูกสันหลังเคลื่อนผิดรูป... หมอจึงให้อยู่ที่คลีนิก 2-3 วัน... พอครบกำหนด ผมไปรับ พบกว่าท้องยุบ และเจ้าสิงโตดูสดใสขึ้นมาก...

กลับมาถึงบ้านกระโดดออกจากตระกร้าเอง วิ่งไปหาของกินอย่างรวดเร็ว จนผมคิดว่า มันคงหมดเวรหมดกรรมเท่านี้แล้วสินะ.... เท่านี้ผมก็รู้สึกสบายใจมาก....

แต่ความสุขน้อย ๆ ของเจ้าสิงโตมีแค่ 2 อาทิตย์เท่านั้น... อยู่ดี ๆ เจ้าสิงโตก็มีอาการหมดแรงอีก และนอนอย่างเดียวทั้งวัน... พอสังเกตดี ๆ พบว่า ขาหน้าเกิดไม่มีแรงขึ้นมา... ซึ่งมันแปลกประหลาดมาก เพราะเจ้าสิงโตมีปัญหาที่กระดูกสันหลัง ถ้ามีปัญหากับขาหลังนี่พอเข้าใจ แต่กับขาหน้านี่มันแปลก...

ผมจึงรีบไปหาหมออีกครั้ง.... ครั้งนี้หมอได้ให้น้ำเกลือและฉีดยาบำรุงมา 2 เข็ม...หลังจากทำอย่างนี้ได้สัก 2 ครั้ง เจ้าสิงโตก็มีแรงลุกมากินอาหารเองได้ แต่ก็ยังเดินแบบไม่ค่อยมีแรงอยู่ดี...และผมก็พยายามทำกายภาพบำบัดให้ทุกวัน.... แต่หลังจากมีแรงได้ 1-2 วัน เจ้าสิงโตก็เริ่มเอาแต่นอนอยู่กับที่ โดยเฉพาะบนกองทรายแมว... เวลาฉี่ก็นอนฉี่ เพราะลุกไม่ได้...

ช่วงนี้ผมเห็นคราบน้ำตาของเจ้าสิงโตบ่อยมาก.... แต่ก็ไม่รู้จะช่วยยังไง...เพราะมันเป็นปัญหาที่กระดูกสันหลัง... และตอนนั้นก็คิดว่าที่ขาหน้าไม่มีแรงเพราะมันบาดเจ็บจากการกระโดดไปมาในช่วงที่มันแข็งแรง....

ต่อมาเมื่อวันที่ 27 เมษายน 2560 เจ้าสิงโตมีอาการใช้ปากหายใจอย่างแรง... และมีน้ำตาออกมามากผิดปกติ เหมือนกันกำลังร้องไห้อยู่... ผมรีบพาไปหาหมอทันที... พอถึงมือหมอ พบว่ามีน้ำในปอดและช่องท้องมาก จึงทำให้ผมรู้ว่า เจ้าสิงโตติดเซื้อไวรัส FIV ซึ่งน่าจะติดมาตั้งแต่ตอนอยู่ที่วัด...

และตอนนั้นเองที่ผมสามารถปะติดปะต่อเรื่องราวและอาการทั้งหมดได้.... ที่จริงแล้ว เจ้าสิงโตมีอาการน้ำท่วมปอดมานาน ตั้งแต่ตอนที่ไปหาหมอครั้งแรกแล้ว เพราะมีอาการหายใจถี่ ๆ แต่ตอนนั้น เนื่องจากท้องโต ทุกคนจึงสนใจแต่ท้องกัน... ส่วนผมที่สังเกตเห็นอาการนี้ก็คิดว่าเป็นเพราะมันเจ็บ...

ต่อมามีการยึนยันตอนที่ x-ray ครั้งแรกว่ามีน้ำในปอด แต่ตอนนั้นทุกคนมุ่งรักษาอาการท้องบวมก่อน...ซึ่งหลังจากรักษาหาย...ผมก็ลืมเรื่องปอดไป เพราะเป็นเจ้าสิงโตวิ่งเล่นได้อย่างไม่เคยเป็นมาก่อน...

ต่อมา อาการหายใจไม่ออกน่าจะหนักขึ้น ทำให้เหนื่อย เจ้าสิงโตจึงเอาแต่นอน ส่วนเรื่องขาหน้าไม่มีแรงก็เพราะการหายใจไม่ค่อยออก ทำให้ไม่อยากออกแรงนั่นเอง....

มาถึงจุดนี้ จึงทำให้ผมรู้ว่า น้ำตาที่ผมเห็นทุกครั้ง คือ ร่องรอยของความอดทน อดกลั้นอย่างถึงที่สุด และน้ำตาเมื่อวันที่ 27 เมษายน ก็เป็นน้ำตาที่เกิดจากสภาพจิตใจที่ไม่สามารถรับกับสภาพร่างกายตัวเองได้แล้ว และรู้ว่าใกล้ถึงเวลาของตนแล้วแน่นอน....

หลังจากการหาหมอครั้งนี้ ก็คือครั้งสุดท้ายที่ผมกับเจ้าสิงโตเห็นหน้ากันและกัน.... ต่อมาวันที่ 30 เมษายน 2560 เวลาใกล้เที่ยง เจ้าสิงโตก็ได้จากไปอย่างสงบ ซึ่งผมก็ไปรับร่างเจ้าแมวน้อยผู้น่าสงสารตัวนี้มาฝังด้วยมือตนเอง....

เหตุการณ์ที่ผมได้เล่ามาทั้งหมดนั้น เกิดขึ้นในช่วงระหว่างวันที่ 28 กุมภาพันธ์ - 30 เมษายน 2560 หรือคิดเป็นเวลา 2 เดือนเต็ม ๆ ที่ผมกับสิงโตอยู่ด้วยกัน... สำหรับอายุของเจ้าสิงโตนั้นผมไม่สามารถทราบได้ แต่ผมมั่นใจได้ว่า ยังไม่ครบ 1 ปีแน่นอน...

ประสบการณ์ครั้งนี้ ได้สร้างบทเรียนสำคัญให้กับผม... ลูกแมวตัวเล็ก ๆ อายุไม่ถึงปี กับความอดทนต่อโรคร้ายถึง 2 โรคพร้อมกัน คือ ช่วงขาหลังไม่มีแรงเพราะกระดูกสันหลังผิดปกติ กับ หายใจไม่ค่อยออก เพราะ FIV ... และอยู่ในสภาพนี้ถึง 2 เดือนเต็ม ๆ.....

มันทำให้ผมอดมองตัวเองไม่ได้ว่า ปัญหาชีวิตที่ผมเผชิญอยู่นั้น ถ้าเทียบกับเจ้าสิงโตแล้ว ใครหนักกว่ากัน..... สำหรับผมแล้ว จากนี้ไปเจ้าสิงโตจะเป็นสัญลักษณ์แห่งความอดทนอดกลั้น ตลอดไป...

จุดมุ่งหมายของบทความนี้นั้น ก็เพื่อที่จะถ่ายทอดการต่อสู้ชีวิตของลูกแมวตัวนึง โดยหวังว่าเรื่องราวของเจ้าสิงโตนี้ จะเป็นประโยชน์และช่วยให้กำลังใจแก่ผู้อ่าน ในการสู้ชีวิตต่อไป ครับ...